มาลงฟิคเรื่องนนี้ตามคำเรียกร้อง 
 มาอัพช้า มากกกกกก กราบขอโทษงามๆ T^T
 
 
 ฟิค"แค่อารมณ์ชั่ววูบ" ตอนที่9 
 
OkaDai : Okamoto Keito x Arioka Daiki
writer : DaikiMEirou 
 
Photobucket
 
Photobucket ความเดิมตอนที่แล้วว ว น จิ้มโลด Photobucket
 
 
 
Photobucket 
 

“ยามะจัง ไดจัง เคโตะ เตรียมตัวถ่ายรูปได้แล้วนะ” เสียงพี่ใหญ่ตะโกนมาแต่ไกล ยามาดะ ไดกิและเคโตะมองไปทางต้นเสียง ยามาดะก้าวนำอีกสองคน เคโตะลุกขึ้นยืนยกแขนโอบเอวเล็กไว้ ประคองให้เดินตามยามาดะไป…

 

.

.

.

บรรยากาศภายในห้องแต่งตัวครึกครื้น ทุกคนต่างเดินเข้ามาถามไถ่ถึงอาการไข้ของไดกิ

“ไดจัง เป็นไงบ้าง ยังมีไข้มั้ย”ยูริถามเสียงหวาน ไดกิได้แต่ยิ้มและพยักหน้าก่อนจะเอ่ยประโยคที่หยิบยกมาพูดหลายครั้งเพื่อให้เหล่าเมมเบอร์หายกังวล

 

“อื้ม ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ ขอบคุณนะที่เป็นห่วง” ไดกิถอดเสื้อ หยิบชุดที่สต๊าฟแขวนแยกไว้บนราวแขวนเสื้อของตัวเองมาสวม โดยมีใครอีกคนยืนมองอยู่ไม่ห่าง

 

“ไปทานเค้กสิไดจัง อยู่ที่โต๊ะน่ะ” เคโตะเดินเข้ามา มือหนากอบกุมมือไดกิ นำไปยังโต๊ะอาหารที่ตั้งตระหง่านพร้อมยามาดะนั่งรออยู่แล้ว ไดกิมองเค้กสองชิ้น แววตากลมมีประกายเล็กน้อย

 

“นั่งกันเถอะ” ยามาดะเอ่ยชวน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งหัวโต๊ะ เคโตะจัดแจงเลื่อนเก้าอี้เพื่อให้คนข้างกายเขานั่ง แต่ไดกิกลับเดินอ้อมไปเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาแทน เคโตะยกยิ้มมุมปากแก้ขัด ทำได้เพียงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เขาตั้งใจเลื่อนให้ไดกิ

“นี่เค้กหนึ่งก่อนสำหรับคนป่วย ทานเยอะๆนะไดจัง” ยามาดะส่งจานเค้กให้ไดกิ คิ้วบางยกขึ้นเชิงสงสัย

“แล้วยามะจังล่ะ” คนฟังยิ้มรับก่อนจะชี้ไปที่เค้กตรงหน้าเคโตะ


 

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวฉันแย่งเคโตะเอาก็ได้” ยามาดะจิ้มส้อมส่งเค้กเข้าปากโดยไม่เปิดโอกาสให้เคโตะประท้วง ระหว่างรอทาคาคิ ยามาดะ เคโตะ และไดกิทานเค้กกันโดยไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยระหว่างกัน มีเพียงเสียงรัวกดชัตเตอร์ของช่างภาพ ไดกิสังเกตได้ถึงสายตาที่เคโตะคอยส่งมา แม้ไม่ได้สบตากันตรงๆ แต่เพราะนั่งตรงข้ามกัน เขาจึงเลือกที่จะทำเป็นสนใจเค้กตรงหน้ามากกว่า

 .

.

.

“ไดจัง ทำไมเมินเคโตะอย่างนั้นล่ะ” ยามาดะเอ่ยถามทำลายความเงียบในขณะที่เคโตะกำลังถ่ายรูป

 

“ไม่รู้สิ” ตอบไปเพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ


“ไม่สงสารเคโตะบ้างเหรอ ดูสิ ถ่ายรูปหน้าเครียดเชียว เคโตะรู้สึกผิดมากนะ” ไดกิเผลอเงยหน้ามองตรงไปยังบุคคลที่ถูกเอ่ยถึง จริงอย่างที่ยามาดะพูด ใบหน้าหล่อที่เคยยิ้มแย้มเคร่งขรึมเกินอายุ

 

ไดกิเผลอมองร่างสูงเนิ่นนานตนเจ้าตัวลูกสึกได้ เคโตะมองตรงมาทางเขา วูบหนึ่งไดกิรับรู้ได้ว่า ในแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำขอโทษ และสำนึกผิด

 

ไดกิหลบสายตาคม ลุกขึ้นเก็บจาน แต่ไม่ลืมพูดทิ้งท้าย “ไม่รู้สิยามะจัง ตอนนี้ฉันยังไม่อยากพูดอะไรมาก”ไดกิเดินออกไป พอดีกับจังหวะที่ยูโตะและโคไดเดินเข้ามา ยูโตะมุ่งตรงมายังคนรักที่ยังคงนั่งกินต่อ

.

.

. 

“มาไดจัง เดี๋ยวฉันช่วย” โคไดรับจานกระดาษในมือไดกิไปถือไว้ ปล่อยให้คนตัวเล็กก้าวนำหน้าเขา ทุกการกระทำของทั้งสองคนตกอยู่ในสายตาของ โอคาโมโตะ เคโตะทุกอย่าง แม้ใจอยากจะออกมาเปลี่ยนตัวจากโคไดเป็นตัวเอง แต่เคโตะกลับทำตามที่ต้องการไม่ได้ เขายังคงต้องถ่ายรูปต่อ

 

“เสร็จแล้วครับเคโตะคุง” จบคำพูดของช่างภาพ เคโตะโค้งตัวพร้อมกล่าวคำขอบคุณ สองขาก้าวตรงไปตามเป้าหมายที่เขาคิดไว้ตั้งแต่หลายนาทีก่อน ทว่ากลับถูกมือหนึ่งกั้นทางห้ามผ่านเสียก่อน เคโตะมองเพื่อนรักอย่างสงสัย คิวหนายกสูงขึ้นเป็นเชิงถาม

.

.

.

“นั่งก่อนสิเคโตะ” ยูโตะรั้งแขนไว้ เคโตะมองไปทางที่ไดกิหายไปกับโคไดอย่างเสียดายก่อนตะตัดใจทิ้งตัวลงนั่งข้างยูโตะ

 

“มีอะไรรึป่าว?”


“เมื่อกี้ฉันคุยกับโคไดคุงล่ะ อยากรู้มั้ยว่าคุยอะไรบ้าง” ยูโตะเอ่ย แต่ไร้วี่แววที่คนที่ตนถามจะสนใจเลยสักนิด เพราะตอนนี้ หัวใจเขาตามไดกิไปตั้งนานแล้ว

 

“เฮ้ย เคโตะ ฟังบ้างดิวะ ที่ฉันจะพูดมันเรื่องโคไดคุงกับไดจังนะ”หลังจากได้ยินชื่อที่เพื่อนรักกำลังคิดถึง ปฏิกิริยาที่ได้รับตอบกลับมาจากเคโตะก็ดีเกินคาดเช่นกัน เคโตะหันขวับมาทางคนพูด


“พอแบบนี้แล้วหันมาทันทีเลยนะ ทีเมื่อกี้ยังทำเป็นไม่สนใจฉัน” ยูโตะแกล้งตัดพ้อ แต่คนฟังกลับไม่ตลกด้วย

 

“มีอะไรก็เล่ามาเร็วๆยูโตะ”


“นายรู้ใช่มั้ยว่า โคไดกับไดจังสนิทกันน่ะ” บทจะเข้าเรื่องกลับจริงจังเสียจนยามาดะต้องตั้งใจฟังอีกคน


เคโตะพยักหน้า เพราะใครๆต่างก็รู้ดีว่า โคไดกับไดกิสนิทกันแค่ไหน แถมยังมีภาพปาปามายืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความสนิทสนมกันของทั้งสองคน

 

“อื้ม รู้”


“แต่มันไม่ปกติตรงที่โคไดคุงยอมรับกับฉัน ว่าแอบรักไดจังมาตลอด ตั้งแต่อยู่เจเจเอ๊กเพรสด้วยกัน” เคโตะตั้งใจฟังประโยคที่คนตรงหน้าเล่า ไม่ต้องบอกเขาก็พอจะรู้อยู่ แต่เพราะความห่างระหว่างโคไดและไดกิ ทำให้เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

 

แต่เห็นทีว่าครั้งนี้จะทำเป็นไม่สนใจไม่ได้เสียแล้ว เพราะตอนนี้ โคไดอยู่ใกล้ไดกิแค่เอื้อม และเขาเองพอจะอ่านการกระทำของโคไดออกว่า พยายามจะแทรกกลางระหว่างเขากับไดกิ อีกทั้งยังเกิดเรื่องระหว่างเขากับไดกิ ยิ่งทำให้เคโตะร้อนรุ่ม หวั่นใจว่าจะสูญเสียไดกิให้กับโคได


“แต่ฉันไม่มีวันยอมให้ไดจังดึงโคไดคุงมายุ่งเกี่ยวด้วยเป็นแน่”


“ไดจังไม่ยุ่งกับโคไดคุงมากกว่าเพื่อนอยู่แล้ว ฉันมั่นใจ แต่โคไดคุงน่ะสิ ไม่น่าไว้ใจชะมัด” ยามาดะสวนยูโตะทันควัน เพราะเขารู้จักไดกิดีพอๆกับที่ทั้งเคโตะและยูโตะรู้จัก


“ฉันก็ไม่ค่อยไว้ใจเหมือนกัน ดูอย่างเมื่อเช้าสิ ถ้าฉันกับยามะจังไม่เข้าไปช่วยได้ทันเวลา ไดจังคง...” ยูโตะกลืนน้ำลาย นิ่งเงียบท้ายประโยค แต่กลับกระตุ้นให้คนฟังอยากรู้มากขึ้น

 

“ทำไมยูโตะ เกิดอะไรขึ้น” เคโตะถามน้ำเสียงร้อนรน


“ก็คงโดนโคไดคุงสารภาพรักไปแล้วน่ะสิเคโตะ สายตาโคไดคุงตอนนั้นน่ะ ใครดูไม่ออกก็บ้าแล้ว” ยามาดะเป็นฝ่ายตอบแทนยูโตะ เคโตะลุกพรวด เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เสียแล้วสิ ใบหน้าหล่อบ่งบอกได้ชัดเจนถึงอารมณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้


“จะไปไหนน่ะเคโตะ” ยูโตะจับต้นแขนเพื่อน

 

“ก็ไปหาไดจังสิ ฉันไม่ไว้ใจโคไดคุงอะไรนั่น...”


“ใจเย็นหน่อยไม่ได้หรือไง ขืนไปอาละวาดตอนนี้ ฉันรับประกันได้ว่าเรื่องของนายกับไดจัง จัดการลำบากแน่” เคโตะคิดตาม ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง จริงอย่างที่ยูโตะพูดทุกอย่าง ขืนเขาไปอาละวาดเพราะความหึง หรือหวงไดกิ คงต้องโดนโกรธมากขึ้นกว่าเดิมแน่ ปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้ เขาก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะเพิ่มปัญหาใหม่ให้ปวดหัวอีก

 

 

“จำที่ฉันเคยบอกไม่ได้เหรอเคโตะ คนรักกันน่ะ ต้องเชื่อใจกันนะ” ยามาดะพูดเตือนสติ

 

 

...เชื่อใจกัน ไว้ใจกัน เมื่อไหร่เขาจะทำได้เสียทีนะ...

.

.

.

.

เคโตะก้าวเข้าสู่อาณาเขตห้องพักของตัวเองและไดกิ วาดหวังให้เจ้าของห้องอีกคนอยู่ในห้อง เพราะตั้งแต่ไดกิหายไปกับโคได เขาก็ไม่ได้เจอไดกิอีกเลย แม้จะสงสัยว่าสองคนไปไหนกัน แต่ก็พยายามปิดกั้นไม่ให้สมองพาลคิดอะไรในทางลบ ซึ่งจะส่งผลต่ออารมณ์แปรปรวนของเขาเป็นอย่างมาก

 

เคโตะพาดเสื้อนอกไว้กับพนักเก้าอี้ข้างเตียง วางกระเป๋าบนเตียงแล้วจึงตัดสินใจออดตามหาไดกิ เคโตะมุ่งตรงไปยังห้องนั่งเล่นรวมของเฮเซจั้มพ์ที่ไม่ว่าจะมากี่ครั้งก็ยังคงครึกครื้นเสมอ ต่างจากเขาตอนนี้...

 

 

...บทลงโทษสำหรับคนที่ทำร้ายจิตใจคนรักกำลังเริ่มขึ้นสินะ...

 

เคโตะกวาดสายตาไปทั่วห้อง เมมเบอร์ทุกคนนั่งเล่นตามอัธยาศัยในมุมของตนเอง จะมีก็เพียงแต่ยูยะกับจิเน็นเท่านั้นที่นั่งเคียงข้างกัน จิเน็นส่งสายตาสงสัยมาทางเขา

 

เคโตะตัดสินใจกดยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่มีอะไรแล้วมองไปทั่วห้องจนแน่ใจว่าไม่พบคนที่เขาตามหาจึงหันหลังกลับ  


“เคโตะเป็นอะไรวะ แปลกไปตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว” ทาคาคิเอ่ยถาม โดยไม่ได้นึกสนใจสถานการณ์แวดล้อม เพราะความสนใจของทาคาคิ ยูยะมีแต่คนตัวเล็กหน้าหวานข้างกายเขาเท่านั้น


“ก็เคโตะกับไดจังทะเลาะกันอยู่นี่” ยาบุเป็นฝ่ายเฉลยคำถามให้ทาคาคิ เรียกให้ยามาดะและยูโตะหันหน้าขวับไปทางคุนพูด

 

“ยาบุคุงรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอครับ” ถามไปพร้อมกันทั้งสองคน เรียกให้คนที่เหลือในห้องหันมามองคนสามคนด้วยความสงสัย

 

“รู้สิ ทำไมถึงไม่รู้ เห็นฉันเงียบๆแบบนี้ แต่เรื่องของสมาชิกในวง ฉันไม่เคยละเลยหรอก” ยาบุตอบ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขามักจะรู้เสมอ ไม่ใช่เพราะมีใครบอก หรือเขาไปรู้อะไรมาจากใคร แต่เพราะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่ยังเป็นจูเนียร์

 

...เพราะความใกล้ชิด ความผูกพันที่มีมาตลอดเป็นสิ่งที่คอยสื่อสารซึ่งกันและกัน

แม้ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยคำพูด แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ...

 

“มีอะไรก็เล่ามาเถอะยูโตะ ยามะจัง” ยาบุเปิดโอกาสให้เล่า

 

“อ่า ไม่มีอะไรหรอกฮะ เดี๋ยวสองคนนั่นก็ดีกันแล้ว” ยูโตะและยามาดะกลับเลือกที่จะปฏิเสธไปเพียงเพราะเหตุผลที่ว่า ตอนนี้ยาบุคงมีเรื่องหลายอย่างมากมายให้จัดการ อีกทั้งหน้าที่ของพี่ใหญ่ในวงที่เจ้าตัวมาได้รับโดยปริยายตั้งแต่เดบิวต์ก็มากพออยู่แล้ว เขาทั้งสองไม่อยากโยนปัญหาหนักใจให้ยาบุต้องจัดการเพิ่มอีก

 

“แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ฉันว่ามันคงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะยูโตะ” ยาบุเอ่ย ใบหน้าอบอุ่นเคร่งคิด ยังไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยอะไร เสียงประท้วงจากโทรศัพท์เครื่องจิ๋วดังสนั่น เรียกให้ยาบุหันไปสนใจเครื่องมือสื่อสารบนโต๊ะข้างกายแทน “ฮัลโหล! สวัสดีครับ” ยาบุกรอกเสียงสุภาพใส่โทรศัพท์

 .

.

.

“อ๊ะ จริงหรือครับ ครับ เดี๋ยวผมไปตามให้ สวัสดีครับ” ยาบุกดวางสายท่ามกลางสายตาสงสัยนับสิบคู่ส่งมาให้

 

“มีอะไรเร่งด่วนเปล่า” เป็นฮิคารุซึ่งเอ่ยถามออกไป เพราะจากสีหน้าที่ยาบุแสดงออกนั้น เขารู้ดีว่า ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่นอน


“นิดหน่อยน่ะ ยูโตะ ยามะจัง นายไปดูที่ห้องเคโตะกับไดจังนะ ว่าสองคนนั่นอยู่หรือเปล่า” ยาบุสั่ง คนถูกสั่งทั้งสองคนพยักหน้าก่อนจะเตรียมลุกออกไป


“เมื่อกี้เคโตะมาที่นี่แล้วนี่ฮะ เหมือนจะมองหาใคร แต่ก็ไม่พูดอะไร” จิเน็นค้านขึ้นทำให้ยูโตะและยามาดะชะงักนึกถึงใครอีกคน

 

“ส่วนไดจัง ก็เห็นหายไปกับโคไดหลังจากที่ทานเค้กเสร็จนี่นา เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าฮะ” ยามาดะถามเพราะในใจกลับรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนรักอย่างแปลกประหลาด

 

 

“ช่างกล้องโทรมาตามไดจังน่ะ บอกว่าจะแก้ไขรูปไดจังบางรูปน่ะ ใครพอจะรู้บ้างว่าไดจังไปไหน สายตาสงสัยและคำบอกเล่าบนใบหน้าทุกคนทำให้ยาบุร้อนรน เริ่มเป็นห่วงเมมเบอร์หน้าหวาน

 

“ยามะจัง นายโทรหาไดจังหน่อยสิ ตอนนี้เลยนะ” ยาบุกำชับ ยามาดะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อนรักก่อนจะกดโทรออก ดวงหน้าสวยขมวดคิ้วเชิงสงสัย เพราะเสียงตอบรับปลายสายกลับเป็นสัญญาณฝากหมายเลขโทรกลับ

.

.

“ไดจังปิดเครื่องทำไมนะ หรือว่าแบตหมด” ยามาดะสงสัย พี่ใหญ่ของวงจึงไม่รีรอ หันไปสั่งโคเฮ

.

.

“โคเฮ นายโทรหาโคไดดูซิ” โคเฮพยักหน้าและกดโทรหาโคได แต่ยังไม่ทันได้กดโทรออก ร่างสูงตระหง่านก้าวเข้ามาในห้อง ทุกชีวิตในห้องนั่งเล่นจึงพร้อมใจกันหันไปทางผู้มาใหม่จนโคไดประหม่า

 .

.

.

“โคได ไดจังล่ะ” ยาบุเอ่ยถามคนแรก แปลกใจเมื่อไม่เห็นคนที่เขาคิดว่าจะมาพร้อมกับโคได


“อ้าว ไดจังไม่ได้อยู่ด้วยเหรอครับ เราแยกกันตั้งนานแล้ว คิดว่าอยู่ด้วยกันเสียอีก” โคไดตอบ ใบหน้าหล่อแปลกใจไม่ต่างกับทุกคน เขากับไดกิแยกกันนานแล้ว คิดว่าไดกิคงมานั่งรวมกับทุกคนในห้องนี่ แต่ใบหน้าบวกกับคำถามของยาบุทำให้โคไดรู้ว่า ไดกิยังไม่ได้กลับมาที่ห้องนี้

 .

.

“ไม่ได้การล่ะ ทุกคนแยกกันตามหาไดจังนะ ฉันเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้” ยาบุเอ่ยจบ ใบหน้าเป็นกังวล มือเล็กข้างกายกุมมือเขาไว้พร้อมกับสายตาถ่ายทอดความห่วงใย ยาบุมองหน้าฮิคารุก่อนจะถอนหายใจบางเบาแล้วลุกออกจากห้องตามบรรดาสมาชิกไป ยาบุมุ่งตรงไปยังห้องที่ถูกจัดฉากเป็นสตูดิโอ ในขณะที่คนอื่นๆต่างพากันแยกย้ายไปคนละทิศละทาง

 

...................................................................................................

 

บรรยากาศยามพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวหลบหลีกความวุ่นวายลงกับแนวเส้นขอบฟ้า ไดกิเดินเรื่อยเปื่อยไปตามความยาวหาดทราย เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้เพียงตอนนี้เขาอยากอยู่กับตัวเอง ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา...

 

ไดกิควานหาเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋ากางเกงเพื่อโทรบอกเมมเบอร์ซักคน คิ้วสวยขมวดสงสัยเมื่อไม่พบสิ่งที่ต้องการ

 

‘สงสัยคงลืมไว้ในห้องล่ะมั้ง’ ไดกิคิด ก่อนจะตัดสินใจทิ้งตัวลงบนผืนทรายนุ่ม บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้คนหลากหลายพากันมาเที่ยวที่นี่ ทั้งที่มาเป็นครอบครัว มาเป็นคู่ หรือมาคนเดียวอย่างเขา ไดกินั่งมองทะเลตรงหน้า

.

.

.

ภาพความสวยงามแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ไม่ต่างจากเขา

แม้ภายนอกจะดูว่าเขาปกติ จนแทบเรียกได้ว่าสดใส

แต่ความจริงแล้วกลับอ้างว้างเดียวดายอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้...

 .

.

ไดกิไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

ความเชื่อใจในตัวเขา ไม่เคยมีค่าในสายตาเคโตะ...

คงต้องโทษตัวเองสินะ ที่เผลอไปรักมากเสียจนต้องมาเจ็บปวดมากมายมหาศาลเพียงนี้

 .

.

.

เรื่องที่ผ่านมากำลังกัดกินความเข้มแข็งของเขา หัวใจที่เหนื่อยล้ากำลังอ่อนกำลัง…

 

ไดกิถอนหายใจเฮือกใหญ่...

...วาดหวังให้ลมหายใจผนวกกับสายลมที่พัดผ่าน หอบเอาความเจ็บปวดไปจากใจเขาเสียที...

.

.

.

......................................................

ความมืดโรยตัวปกคลุมท้องฟ้า ไดกิมองนาฬิกาบนข้อมือเล็ก เมื่อเห็นว่านานเกินแล้ว จึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บิดกายไล่ความเมื่อยล้าออกจากร่าง เหลียวมองรอบกายกลับกลายเป็นความว่างเปล่า

.

.

‘นี่เขาใจลอยจนลืมเวลาหรือเนี่ย’ ไดกิหัวเราะกับตัวเองเบาๆ

 .

.

“เดี๋ยวก่อนน้องชาย”

ไดกิเซไปตามแรงฉุด ใบหน้าหวานหันขวับไปทางต้นเสียงแล้วเงยหน้ามองคนแปลกหน้า ใบหน้าสากปกคลุมด้วยหนวดเคลาดกดำ ไดกิแทบก้าวไม่ออกเมื่อชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าข่มขู่ “พี่ขอเงินหน่อยสิ”

.

.

.

“อะ เอ่อ ไม่มีฮะ ผมไม่มีเงินเลย” ไดกิปฏิเสธเสียงเบา ใบหน้าขาวซีดเผือดลง แต่มีหรือที่คนฟังจะเชื่อ ไดกินิ่วหน้ากับความเจ็บปวดตามแรงบีบที่ข้อมือ

 

“เดี๋ยวสิน้องชาย แต่พี่เห็นกระเป๋าตังค์ในกางเกงนะ เป็นไม่ได้หรอกที่จะไม่มีเงินอยู่ในนั้น ไหนขอพี่ดูหน่อยซิ”พูดจบมือข้างหนึ่งบิดแขนไดกิ มืออีกข้างพุ่งตรงยังกระเป๋ากางเกง ไดกิดิ้นรนไปมา ความกลัวเกาะกุมเต็มหัวใจ

 

“ไม่ให้ อย่านะ ปล่อยสิ” ไดกิยังคงขัดขืน สองร่างในมุมมืดยื้อยุดกันไปมา แต่คนอ่อนแรงกลับกลายเป็นไดกิเสียเอง เพราะความเสียเปรียบด้านสรีระทุกสิ่งอย่าง อีกทั้งเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีถูกใช้เพื่อเบี่ยงกายหลบหลีก สุดท้ายกระเป๋าที่เป็นเป้าหมายก็ตกสู่มือของชายแปลกหน้า

 

สองมือสากเปิดดูอย่างลวกๆ ก่อนจะดึงธนบัตรออกจากกระเป๋าทั้งหมด ก่อนจับธนบัตรเหล่านั้นยัดใส่กระเป๋ากางเกงอย่างเร่งรีบ ดวงตากลมเริ่มรื้นน้ำตา ความหวาดกลัวทำยิ่งทำให้ใบหน้าขาวซีดเผือด ปากเล็กแดงขับกับสีหน้า

.

.

.

“ดูไปดูมา น้องชายนี่น่ารักดีนะ ดูสิ ผิวขาว แก้มเนียน ปากแดงอมชมพู พอดีว่าเพื่อนพี่เขาชอบแบบนี้เสียด้วยสิ”มือสากเกลี่ยพวงแก้มซีด สายตาโลมเลียไปทั่วใบหน้า ก่อนจะหันไปพยักเพยิดกับใครอีกคน

.

.

“เฮ้ย ข้าได้เงินแล้ว ที่เหลือเอ็งจัดการต่อก็แล้วกัน” พูดจบชายร่างกำยำไม่ต่างจากคนพูดก็ก้าวออกจากมุมมืด ไดกิเซถลาไปตามแรงที่ชายคนแรกผลัก พยายามควบคุมให้ตัวเองทรงตัวได้ก่อนจะไปถึงยังอีกคน

 

ทว่ากลับต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บปวดบริเวณข้อเท้า ส่งผลให้ไดกิต้องทิ้งตัวหมับลงบนทราย ชายหน้าโหดค่อยๆย่างสามขุมเข้าหา กดยิ้มมุมปากจนไดกิขนลุกซู่ ร่างเล็กถอยหนี ความหวาดกลัวสุดขีดทำให้เขาคิดถึงใครอีกคน

 .

.

.

… เคโตะ ช่วยด้วย ...

... ช่วยฉันด้วย เคโตะ...

.

.

.

เมื่อจิตใต้สำนึกร้องเรียกหาคนที่เป็นที่พึ่ง ไดกิตะโกนขอความช่วยเหลือเต็มเสียง

 .

.

.

ถึงแม้ว่าคนที่เรียกหา จะไม่เคยช่วยเขาได้เลยซักครั้ง...

 

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย” ตะโกนเรียกหาความอุ่นใจ วาดหวังว่าคงมีใครซักคนได้ยินแล้วเข้ามาช่วยเขา ไดกิอ้าปาก เตรียมจะโกนร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง “

 

ช่วย ดะ...” ปลายเสียงขาดหายไปพร้อมกับฝ่ามือหนักตวัดลงบนพวงแก้มใสจนกระเพื่อม ความเจ็บแสบแผ่ซ่าน ไดกิหน้าหันไปตามแรงตบ

 

ถึงแม้จะเจ็บแค่ไหน แต่ความหวาดกลัวกลับทำให้เขามองข้ามความเจ็บปวดนั้น แขนเล็กรีบยันตัวเพื่อวิ่งหนี ทว่าอีกฝ่ายกลับไวกว่า ฉุดไดกิให้ไปทางตัวเอง

 

“ปล่อยนะ ปล่อย ใครก็ได้ ช่วยด้วย” หยดน้ำใสเอ่อคลอหน่วยตา...

.


.

.

“ผลั่ก” กำปั้นหนักถูกส่งปะทะหน้าท้องจนร่างเล็กงอตัวด้วยความเจ็บปวด ไดกิกัดฟันดิ้นรนสุดแรง ในขณะเดียวกัน เปลือกตาค่อยๆปรือลงอย่างอ่อนแรงเพราะความเจ็บปวดตรงกลางท้อง

.

.

“หึหึ มีแรงแค่นี้หรือไง” คนพูดยิ้มเยาะ ไดกิมองหน้ารกอย่างวิงวอน น้ำตาแห่งความกลัวค่อยๆทิ้งตัวลงจากหน่วยตา มือเล็กพยายามปัดป่ายไม่ให้อีกคนทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่เขากลับอ่อนแรงเสียเหลือเกิน

 

...นึกโทษตัวเองที่หนีออกมาคนเดียวจนต้องมาเจอเรื่องแบบนี้...

 

“ว่าง่ายแบบนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องเจ็บตัวหรอกนะไอน้อง” พูดจบก็ตะโบมซุกไซ้ซอกคอ ไดกิพยายามดิ้นรน แต่กลับไม่มีแม้แต่โอกาสให้เขา เพราะตอนนี้ เรี่ยวแรงมันหนีหายไปหมดแล้ว

 

เหลือเพียงความหวาดกลัว แผ่นหลังโดนผลักราบลงกับทรายสกปรก พร้อมกับร่างใหญ่โถมทับตามมา ไดกิขัดขืน

 

 

............... ใครก็ได้ ช่วยด้วย ............

 

 

ไดกิหลับตาแน่น ความกลัวมีมากมายเหลือล้น ลมหายใจร้อนผ่าวผนวกกับไรหนวดรกรุงรังทำให้ขนตั้งชัน

 

ไม่ใช่เพราะความเสียวกระสัน แต่เป็นเพราะขยะแขยงเกินทน...

 

สติสุดท้ายใกล้ดับวูบลงพร้อมกับเสียงเคลื่อนไหวรุนแรงตรงหน้า ไดกิเผยอเปลือกตาขึ้นสุดแรง

.

.

.

.

.

.

.

.

 

โอคาโมโตะ เคโตะ

...นายมาช่วยฉันจริงๆด้วย...

 .

.

.

เสียงกำปั้นหนักหน่วงส่งให้กันเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าไดกิรับรู้ได้ถึงความหนักแน่น ใบหน้าหล่อบัดนี้ซีดเผือด ความโกรธขึ้งเข้ามาแทนที่ เคโตะส่งหมัดเสยคางจนชายร่างโตกว่าจนหมดสติไป ลมหายใจหนักหน่วงจนสามารถรับรู้ได้ถึงแรงโกรธ

 

"ไดจัง"เคโตะเรียกชื่อ พุ่งตรงไปยังร่างหมดสติ สองแขนแกร่งเตรียมช้อนร่างเล็กแนบอก

.

.

“ปึ้ก” เสียงของแข็งกระทบเต็มแรงบนพร้อมน้ำขุ่นสีแดงฉานไหลข้างขมับ เคโตะหันไปทางคนตี แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบที่ขมับ แต่ด้วยกำลังทั้งหมด ร่างสูงโถมตัวเข้าหา ยื้อยุดไม้จากมือ ก่อนจะซัดไปให้ไกลเกินรัศมีเงื้อมมือ ก้อนจะรัวหมัดใส่จนร่างด้านล่างหมดสติ

 .

.

.

“ดะ ไดจัง” ร่างสูงตรงเข้าหาไดกิ สองมือตีแก้มกลมเบาๆเพื่อเรียกสติ สองแขนแกร่งช้อนร่างเล็กแนบอก ส่ายหน้าไล่ความพร่ามัวและมองหาสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ทว่า กลับไม่มีเลยสักแห่ง...

 

แต่ร่างสุงยังคงอุ้มร่างเล็กไว้ กระชับอ้อมกอดก่อนจะก้าวเดิน...

.

.

ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน

เขาก็จะต้องพาไดกิไปส่งโรงพยาบาลให้ได้

.

.

.

.

.

 

............................................

 

“...Rrr Rrr ” เสียงประท้วงจากโทรศัพท์เครื่องจิ๋วในกระเป๋ากางเกงเรียกให้ยาบุเปลี่ยนความสนใจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่างสูงโค้งขออนุญาตก่อนจะกดรับอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นชื่อมิสคอล … เคโตะ ...

 .

.

.

“ฮัลโหลเคโตะ อยู่ไหน เจอไดจังบ้างมั้ย???” กรอกเสียงถามอย่างร้อนรนจนปลายสายตอบกลับไม่ทัน

“ยาบุคุงใจเย็นๆนะครับ ตอนนี้ผมเจอไดจังแล้ว เราอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมืองครับ” เคโตะตอบกลับ

 

“ห๊ะ อยู่โรงพยาบาลเหรอ ทำไม ไดจังเป็นอะไร”เสียงร้อนรนถามกลับอีกครั้ง แม้จะโล่งใจที่เคโตะเจอไดกิแล้ว แต่ทว่าประโยคต่อมาทำให้ทั้งเขาและฮิคารุเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิม

 

“เดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังนะครับ แต่ตอนนี้หมอบอกว่าไดจังไม่เป็นอะไรแล้ว”

 

“อื้ม เดี๋ยวฉันกับทุกคนจะตามไปที่โรงพยาบาลนะ ฝากไดจังด้วยนะ ขอบคุณนะเคโตะ” ยาบุเอ่ย่อนจะวางสายไป

 .

.

.

“ใครเป็นอะไร”ฮิคารุถามขึ้นระหว่างเดินตามร่างสูงกลับที่พัก

“ไดจังน่ะ แต่เคโตะบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ เรารีบกลับที่พักไปบอกทุกๆคนกันเถอะ” ยาบุหันมายกยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะกุมมือเล็กให้เดินตามเขา

.

.

.

ไม่มีคำเอื้อนเอ่ยถามต่อจากปากฮิคารุ รอยยิ้มที่บางเบาที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก

ย่อมบอกได้ดีว่า คนตรงหน้าเขารู้สึกอย่างไร...

.

.

. 

มีเพียงเขาเท่านั้น ที่รู้ และพร้อมจะยืนเคียงข้างคนๆนี้ตลอดไป…

 .

.

.

 

........................................................

 

 

 2be con nnnn...

 

 

ขอโทษที่ช้านะคะ ทุกคนอย่าฆ่าเค้าน๊าา าาา  ช่วงนี้ติดสอบทุกอาทิตย์เลย อาทิตย์ละสี่วัน T T

โปรดติดตามตอนหน้าด้วยนะคะ *ปิ๊งๆ* 

 

 ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านนะค๊าา